วันสารทจีน

  

วันสารทจีน ของทุกปี จะตรงกับวันที่ 15 (วันจับโหงว) เดือน 7 ซึ่งในปี 2558 นี้ จะตรงกับวันที่ 28 สิงหาคม การไหว้เจ้าในวันสารทจีน ถือเป็นการไหว้ครั้งที่ 5 (คนจีนจะมีการไหว้เจ้าใหญ่ 8 ครั้งในรอบหนึ่งปี เรียกว่า ไหว้ 8 เทศกาลโป๊ะโจ่ย) ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษแล้ว นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าเป็นเดือนที่ประตูนรกเปิดให้ดวงวิญญาณทั้งหลายมารับส่วนบุญส่วนกุศลได้อีกด้วย 

 

 

การไหว้ในเทศกาลสารทจีน จะแตกต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่น ๆ เล็กน้อย โดยจะจัดเตรียมชุดอาหารเป็น 3 ชุด ดังนี้ 

1. ชุดสารทจีนสำหรับไหว้เจ้าที่ จะต้องทำการไหว้ตอนเช้า โดยประกอบไปด้วยอาหารคาว หวาน ขนมที่ไหว้จะนิยมเป็นขนมถ้วยฟู กุยช่าย ขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องมีจุดสีแดงแต้มไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนเชื่อกันว่าสีแดง คือ สีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นควรจะมี น้ำชา ผลไม้ เหล้าจีน หรือกระดาษเงิน กระดาษทอง 

2. ชุดสารทจีนสำหรับไหว้บรรพบุรุษ จะมีความคล้ายกับชุดสารทจีนไหว้เจ้าที่ แต่ส่วนมากจะทำเมนูอาหารที่บรรพบุรุษชื่นชอบ แล้วแต่บุคคล อีกทั้งควรจะมีอาหารที่เป็นน้ำเช่น แกง ต้มจืด หรือขนมน้ำใสๆ และนิยมให้ขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้ น้ำชา แก่บรรพบุรุษ รวมไปถึงกระดาษเงิน กระดาษทอง เพื่อเชื่อกันว่าให้บรรพบุรุษนำไปใช้ในภพภูมิของตนเอง

3. ชุดสารทจีนสำหรับไหว้สัมภเวสี สัมภเวสี ในที่นี้หมายถึง ดวงวิญญาณเร่รอน ดวงวิญญาณไม่มีญาติ (ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋) จะต้องทำการไหว้นอกบ้าน ซึ่งจะประกอบไปด้วยของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการ และที่พิเศษคือ จะมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งทุกอย่างจะต้องวางอยู่ด้วยกันในการเซ่นไหว้

   

รู้ความเป็นมา และการไหว้ในวันสารทจีนแล้ว คราวนี้มาดูข้อห้ามที่ไม่ควรทำในช่วงสารทจีนกันบ้างดีกว่านะคะ

  
 7 ข้อห้ามในช่วงสารทจีน

1. อย่าแต่งงานในเดือนนี้

2. อย่าเดินทางบ่อยในเดือนนี้

3. อย่าอยู่นอกบ้านดึกดื่นในเดือนนี้

4. อย่าซื้อบ้าน / ย้ายบ้านในเดือนนี้

5. อย่าเริ่มงานก่อสร้างใดใด ในเดือนนี้

6. อย่าดำเนินการเริ่มธุรกิจใดใด ในเดือนนี้

7. อย่าว่ายน้ำตอนกลางคืนในเดือนนี้

ข้อห้ามเหล่านี้แอดมินเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เป็นข้อมูลที่มีการพูดต่อๆกันมา จึงนำมารวมไว้ในบทความด้วย เพราะแอดมินมองว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง เราไม่ทำก็ถือว่าดีกับตัว ถ้าเป็นเพียงความเชื่อ ทำไปก็ไม่เสียอะไร เอาเป็นว่า ไม่เชื่อก็ไม่ลบหลู่อ่ะเนอะ ^^ และอย่างไรก็ดี ถึงแม้การไหว้สารทจีนจะเป็นประเพณีที่ทำตามความเชื่อสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในแง่ความจริงวันสารทจีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่ลูกหลานได้ระลึกถึง และแสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จึงถือเป็นอีกหนึ่งประเพณดีๆที่ควรรักษาไว้ชั่วลูกชั่วหลานนะคะ 

  

Story Credit : Horolive , Kapook 
Picture Credit : Pinterest , Internet 

Advertisements

น้ำชา 7 ชนิด สำหรับคนรักสุขภาพ

ปัจจุบันผู้คนนิยมดื่มกาแฟ หรือน้ำอัดลมที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แล้วตามมาด้วยปัญหาสุขภาพนับไม่ถ้วน หยุดทำร้ายตัวเองด้วยการเปลี่ยนสไตล์ หันมาดื่มชาหอมๆที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์กันดีกว่า 

  
1. ชาซินนามอน (Cinnamon Tea) คำว่าซินนาม่อนอาจฟังดูห่างไกลแต่ถ้าเรียกว่าชา “อบเชย” คนไทยเราคงร้องอ๋อ อบเชยไม่เพียงแต่ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม ยังช่วยขับเหงื่อ ขับลม ลดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้อาการเวียนหัว และแก้คลื่นไส้อาเจียน ยิ่งถ้าได้น้ำผึ้งแท้ๆ เติมลงไปสักช้อนชา “อบเชย” ของคุณจะยิ่งบวกประโยชน์ของน้ำตาลแลคโตสเป็นยาบำรุงสุขภาพชั้นเยี่ยม

 

Cinnamon Tea
 
2. ชาเปปเปอร์มินต์ (Peppermint Tea) เหมาะจะดื่มหลังอาหารทุกมื้อเพื่อป้องกันกลิ่นปากที่จะออกมาป่วนคนรอบตัวคุณ แต่ข้อดีที่เปปเปอร์มินต์จัดมายังมีอีกเพียบ ทั้งแก้ปวดหัว แก้เมารถเมาเรือ ช่วยให้ท้องไม่อืด ทำให้หลับสบาย สำหรับคนที่มึนศีรษะ แค่ชงชาเปปเปอร์มินต์มาตั้งไว้ดมกลิ่นหอมๆ ก็บรรเทาอาการปวดหัวได้แล้ว

Peppermint Tea

3. ชากระเจี๊ยบ (Roselle Tea) กระเจี๊ยบเป็นยาแก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ยิ่งถ้าดื่มเป็นประจำก็จะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และโรคความดันสูงได้

 

Roselle Tea
 
4. ชาตะไคร้ (Lemongrass Tea) ตะไคร้ไม่ได้มีไว้ไล่ยุงอย่างเดียว แต่ถ้าเอามาหั่นฝอยแล้วตากแห้ง ชงกินกับน้ำร้อน จะกลายเป็นชาตะไคร้รสจัดจ้านที่ย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้หวัด วิงเวียน แก้ไอ เฮ้อ..จะดีเว่อร์ไปถึงไหน

 

Lemongrass Tea
 
5. ชามัลเบอร์รี่ (Mulberry Tea) ชาชื่อกิ๊บเก๋นี้มีขายทั่วไปในเมืองไทยในนาม “ชาใบหม่อน” นั่นเอง สรรพคุณของมันคือช่วยบำรุงเส้นผม เล็บ กระดูก ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็งและป้องกันโรคเบาหวานได้เลิศมากๆ เนื่องจากใบหม่อนจะไปลดการดูดซึมน้ำตาล ถ้าจิบพร้อมกินของหวาน เบาหวานและโรคอ้วนเวอร์ชั่นไหนก็เล่นงานคุณไม่ได้

  

Mulberry Tea

6. ชากุหลาบ (Rose Tea) นอกเหนือจากความโรแมนติกแล้ว การดื่มชาที่ชงจากกลีบกุหลาบยังช่วยให้ผ่อนคลาย หลับสบาย ลดความดันโลหิตสูง ชากุหลาบจะช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติอีกด้วย

 

Rose Tea
 
7. ชามะตูม (Bael Fruit Tea) เครื่องดื่มไทยๆ ถ้วยนี้เป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้สดชื่น แก้ร้อนใน แถมยังเวิร์คสุดๆ สำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย เพราะมะตูมจะช่วยให้ลำไส้ทำงานดี ไม่อู้งานโดยไม่จำเป็น

 

Bael Fruit Tea

 
Credit : Spicy and Pinterest 

อาบน้ำตามแบบโบราณ เพื่อสุขภาพ

อาบน้ำตามแบบโบราณ – “สุขภาพดีผิวใส ไร้สิว … ลดไขมันตกค้างในลำไส้”

  
“เพิ่งกินข้าวเสร็จอย่าเพิ่งอาบน้ำ” 

อาหารจะไม่ย่อย … เพราะในขณะย่อยอาหารกระเพาะต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้น หากไปอาบน้ำ เลือดจะวิ่งมาที่ผิว ไม่ช่วยกระเพาะย่อยอาหารท้องก็จะอืด…สุดท้ายก็เน่าใน (เพราะการย่อยไม่สมบูรณ์ อาหารที่เหลือไปหมักหมมที่ลำไส้)

ดังนั้น เมื่อเริ่มกินอาหารแล้ว..อย่าเพิ่งอาบน้ำ

วิธีการอาบน้ำที่ดีแต่โบราณก็คือ

⏰ ตอนเช้าให้อาบน้ำเย็น .. .เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและควรอาบก่อนกินอาหารเช้าด้วย

⏰ ส่วนตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย หลับสบาย ความเครียดจากกิจกรรมระหว่างวันจะถูกระบายออกไปทางรูขุมขน ไม่เก็บกักไว้ในหัวใจ

 “หากความเครียด เก็บกักไว้ในหัวใจ” จะทำให้เป็นคนนอนหลับยาก ตื่นเช้ามาก็จะเพลีย นอนไม่อิ่ม

แต่ถ้าตอนเช้าหากไปอาบน้ำอุ่น ก็จะทำให้เลือดถูกดึงมาที่ผิวมาก และระบายออกทางรูขุมขนที่เปิด ทำให้เสียพลังงานแต่เช้า จะรู้สึกไม่สดชื่นแต่กลับผ่อนคลายไม่อยากทำอะไร ซึ่งจริงๆแล้วใน ตอนเช้าเป็นเวลาที่กระเพาะทำงานได้สูงสุด ย่อยอาหารได้สูงที่สุด ดังนั้นหากอาบน้ำอุ่นต่อไปเรื่อยๆ จะกินอาหารแล้วย่อยยาก ท้องอืด มีอาการเพลียหลังกินข้าว ต้องกินกาแฟ ตามลงไปจึงทำให้รู้สึกตื่นขึ้น

สุดท้ายก็ติดกาแฟอีกด้วย .. 

อาหารที่ย่อยไม่หมด จะเน่าที่ภายในลำไส้ ก่อให้เกิดสิวฝ้า เพราะของเสียต้องถูกระบายออกทางรูขุมขน

ดังนั้น อาบน้ำเย็นในยามเช้าแทน (ในอุณหภูมิที่ทนได้ ไม่จำเป็นต้องมาจากตู้เย็น แต่อาบแล้วรู้สึกเย็น) เพื่อจะช่วยให้รูขุมขนปิด

พลังชี่ถูกเก็บไว้ในกาย … 

พร้อมทำงานได้ตลอดทั้งวัน สังเกตได้เลยว่าจะรู้สึกมีกำลังมากขึ้น ไม่อ่อนเพลีย

—————————————————————

เทคนิคช่วยทำให้หน้าเด้ง

⏰ ในยามเช้าให้เอาน้ำเย็น(เจี๊ยบ)มาล้างหน้า (ในสมัยก่อน น้ำฝนในตุ่มก็เย็นชื่นใจแล้วค่ะ แต่ในเมืองจีน น้ำเย็นถึงใจเลย ส่วนยุคเรา แนะนำให้เอามาจากตู้เย็นเลยค่ะ)

เนื่องจากที่ใบหน้าเป็นเส้นลมปราณหยางทั้งหมด ลองเอาน้ำเย็นมาล้างดู จะรู้สึกอุ่นและสดชื่น เลือดมาเลี้ยงเยอะขึ้น ผิวหน้าจะไม่หย่อนยานง่าย บางคนจะเกิดปรากฎการณ์ “อมชมพู” โดยมิได้คาดหมาย ดวงตาจะสดใส เปล่งประกาย

ร้อนให้ถูกเวลา…
เย็นให้ถูกเวลา…

Credit : คันฉ่องสุขภาพ 

อาหาร 7 อย่าง กินแล้ว … ” ไม่แก่ “

อาหาร 7 อย่าง กินแล้ว…”ไม่แก่” 


ผิวแห้ง เหี่ยว ผมร่วง ผมบาง หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น จะให้ดูเด็กยังไงไหว วันนี้ EDMW ขอเสนออาหาร 7 อย่าง เมื่อทานเป็นประจำ ภายใน 3-6 เดือน รับรอง “หยุดแก่” !!! 

เครดิตภาพ : internet


  • หยุดผมร่วง ด้วย “กล้วย”

กล้วยอุดมไปด้วยวิตามิน B มีสรรพคุณในการป้องกันผมร่วงได้เป็นอย่างดี การรับประทานกล้วยในปริมาณที่เพียงพอ ( 2 ลูกต่อวัน) จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะตลอดไป 

  • “ธัญญาหาร” ลดความมัน

การรับประทานธัญญาหาร (มีขายตามร้านเพื่อสุขภาพ) ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน B2 เป็นประจำทุกเช้า จะช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากเกินไป ซึ่งการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีเส้นผมบางและมัน 

  • หยุดการหลุดลอกของผิวหนัง ด้วย “ปลาแซลมอน”

รับประทานปลาแซลมอนย่างเกลือ หรือรมควัน อาหารทะเล รวมถึงสลัดผักสด จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง หรือหลุดลอกเป็นขุย

  • ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก ด้วย “มะม่วง”

มะม่วง อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

  • ชะลอผมหงอก “ถั่วลิสง” ช่วยได้ 

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

  • ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี ต้องทาน “ฝรั่ง”

การทานฝรั่งทั้งลูก หรือแม้แต่น้ำฝรั่ง ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีนั้น จะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง แต่หากใครไม่ชอบฝรั่ง การรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

  • “อะโวคาโด” กับการปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามิน B ในอะโวคาโดนั้น จะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดภูมิต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากมลภาวะที่เป็นพิษที่มากับอากาศอีกด้วย

ได้วิธีที่ช่วยชะลอความชรา คืนความอ่อนเยาว์ให้กับตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กันดูนะคะ ขอให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ สวยใส อยู่กับทุกคนตลอดไปค่ะ 🙂 
 

เครดิตภาพ จาก internet


  

 

“ตับหมูผัดดอกกุ้ยช่าย” เมนูรักษาอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด

          หลายคนอาจจะประสบปัญหาเลือดกำเดาไหลแต่ก็ไม่ทราบสาเหตุว่ามาเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งการไหลของเลือดกำเดาไหลนี้ ยัง ไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากหลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก หรือผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดแข็ง จึงมี โอกาสเลือดกำเดาไหลได้ง่าย

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหล   

  • เส้นเลือดฝอยเล็กๆ อาจเกิดการฉีกขาดทำให้เกิดอาการเลือดกำเดาไหลได้ 
  •  เกิดการกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชน หกล้ม การช้ำหรือการแคะแกะจมูกในเด็กเล็กๆ 
  • ร่างกายขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เลือดกำเดาออกง่ายได้
  • อาการป่วยจากระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ไซนัสอักเสบ ที่ต้องรักษาตามอาการ
  • ถ้าเลือดกำเดาไหล พร้อมกับมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำๆ ตามตัว ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคเลือด เช่น ลูคี เมีย

“ในสมัยเด็ก Chef Mon ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องประสบกับอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด เป็นหนักมาก ถึงขนาดต้องเข้าโรงหมอเลยทีเดียว ลองรักษาหลากหลายวิธีแต่ก็ยังไม่เป็นผล จนได้มาลองรักษาด้วยเมนูอาหารสูตรนี้ อาการเลือดกำเดาไหลก้ค่อยๆดีขึ้น จนหายเลยค่ะ ” 


“ตับหมูผัดดอกกุ้ยช่าย”

  
เครดิตภาพจาก Internet 


เครื่องปรุง : 

ตับหมู 

กุ้ยช่าย

กระเทียม

ซีอิ๊วขาวสูตร 1 ตราง่วนเชียง

น้ำมันหอย ตราง่วนเชียง

น้ำตาลทราย 

พริกไทย

วิธีทำ 

  1. นำตับหมูมาหั่นเป็นชิ้น ล้างให้สะอาด (จนกว่าน้ำจะใส ไม่มีสีเลือด) 
  2. นำตับหมูที่ล้างสะอาดดีแล้ว ไปแช่ในนมสดประมาณ 4-5 ชม. เพื่อให้ตับหมูนุ่ม 
  3. ต้มน้ำผสมเกลือเล็กน้อยให้เดือด นำตับหมูที่หมักนมสดแล้ว ไปสะดุ้งในน้ำร้อน ยกขึ้น พักไว้ 
  4. ตั้งกระทะไฟแรง ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับ ตามด้วย ตับหมู ปรุงรสชาติตามชอบ ใส่ดอกกุ้ยช่าย ผัดอย่างรวดเร็วให้เข้ากัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ 

  

    “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

    “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

      
    ทุกวันนี้ เรา “รักตัวเอง” เป็นหรือเปล่า

    คนที่ “รักตัวเอง” เป็น

    1. มีความหวังดีต่อตนเอง พยายามพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น ดีขึ้น ไม่ทำตัวในทางเสื่อมเสีย

    2. มีความยับยั้งชั่งใจ ไม่ประพฤติสิ่งผิด ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน

    3. รู้จักการปล่อยวาง คือยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราทำดีสุด

    ความสามารถแล้ว

    4. ให้อภัยตนเองได้ เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดในครั้งต่อไป

    การรักตัวเอง ไม่ใช่การปรนเปรอตัวเองด้วยการเสพวัตถุ ไม่ใช่การช่วงชิงทรัพยากรจากคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตน

    การรักตัวเอง เป็นการพัฒนาคุณค่าจากภายใน มองดูตัวเองแล้วชื่นใจ พูดจายกย่องตัวเองได้ เพราะเห็นว่าตัวเราเองมี “ดีและเก่ง” อะไรบ้าง

    ที่สำคัญต้องก่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ความนับถือและความศรัทธาจึงจะตามมา ท่านพุทธทาสใช้คำว่า “ยกมือไหว้ตัวเองได้”
    คำว่า “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    1. คนรักตัวเองรู้มาก แต่พูดน้อยเท่าที่จำเป็น

    คนหลงตัวเองรู้น้อย แต่ชอบคุยโม้โอ้อวดเพื่อกลบเกลื่อนความไร้สามารถ

    ในเรื่องอื่นๆ

    2. คนรักตัวเองเห็นความดี และความสามารถทั้งของตัวเองและผู้อื่น พูดชื่นชมคนอื่นทั้งต่อหน้าลับหลัง

    คนหลงตัวเองชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น หยิบยกความผิดของคนอื่นมาบดบังความชั่วร้ายของตนเอง

    3. คนรักตัวเองเห็นความบกพร่องของตนเอง และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข

    คนหลงตัวเองมองข้ามความบกพร่องของตัวเอง แต่เชี่ยวชาญในการจับผิดเรื่องของคนอื่น

    4. คนรักตัวเองมีความเห็นอกเห็นใจคนที่ด้อยกว่า อยากช่วยเหลือ

    คนหลงตัวเองถนัดในการซ้ำเติมความผิดของผู้อื่น ชอบเอาปมด้อยคนอื่นมาล้อเลียน

    5. คนรักตัวเองมีมุทิตาจิต เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จก็ชื่นชมยินดี

    คนหลงตัวเองช่างอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้วตัวเองเจ็บปวด

    6. คนรักตัวเองอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น

    คนหลงตัวเองมักก้าวร้าว เย่อหยิง ยโสโอหัง พูดจาขวานผ่าซาก ไม่รักษาน้ำใจคน

    7. คนรักตัวเองอยากเรียนรู้จาก

    คนอื่นในเรื่องที่ตนเองยังไม่รู้ เปิดใจรับฟัง

    คนหลงตัวเองชอบทำตัวเหนือกว่าคนอื่น รับไม่ได้ว่าคนอื่นเก่งกว่าเราในบางเรื่อง

    8. คนรักตัวเองจะแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์

    คนหลงตัวเองมักใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

    9. คนรักตัวเองมีความเสียสละ คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

    คนหลงตัวเองเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาส

    10. คนรักตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขแก่ผู้ใกล้ชิด ได้ฟังมธุรสวาจาคนหลงตัวเอง เป็นมลพิษของคนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้มักอึดอัด รำคาญ ได้ยินแต่เรื่องร้ายๆ

    11. คนรักตัวเองมีรัศมีแห่งความเมตตา

    คนหลงตัวเองมีรังสีอำมหิต
    ไม่ควรรู้สึกด้อยเมื่อเจอคนเก่งกว่า ควรจะมองว่าคนเราเก่งคนละด้าน มีความสามารถแตกต่างหลากหลาย
    การรู้สึกว่าตัวเองแย่ เลยต้องคอยหา “ข้อลบ” ของคนอื่น เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” ไม่เคยมองเห็น “ข้อบกพร่อง” ของตนเองที่สุดแล้วก็ไม่มีการพัฒนา… มีแต่ปัญหาทะเลาะกัน เพราะการรักตัวเองไม่เป็นทั้งนั้น
    บทความจาก : นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล

      

    🍴 วิธีการทอดไข่เจียวให้ฟูกรอบ 

    🍴 วิธีการทอดไข่เจียวให้ฟูกรอบ  


      
    วิธีทำ
    1. ใส่น้ำมันให้ท่วมในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน   

    2. เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว หรี่ไฟลงให้เหลือไฟปานกลาง

    3. ตอกไข่ใส่ชาม ปรุงรสตามชอบ

    4. ตีไข่ให้ฟู เติมน้ำมะนาวเล็กน้อย (มะนาว 2-3 หยด ต่อ ไข่ไก่ 1 ฟอง) 

    5. เทไข่ลงในกระทะ วิธีการเท : ค่อยๆเทไข่จากที่สูง ให้มีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ 

    6. ทอดจนสีเหลืองทอง น่ารับประทาน