อาหาร 7 อย่าง กินแล้ว … ” ไม่แก่ “

อาหาร 7 อย่าง กินแล้ว…”ไม่แก่” 


ผิวแห้ง เหี่ยว ผมร่วง ผมบาง หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น จะให้ดูเด็กยังไงไหว วันนี้ EDMW ขอเสนออาหาร 7 อย่าง เมื่อทานเป็นประจำ ภายใน 3-6 เดือน รับรอง “หยุดแก่” !!! 

เครดิตภาพ : internet


  • หยุดผมร่วง ด้วย “กล้วย”

กล้วยอุดมไปด้วยวิตามิน B มีสรรพคุณในการป้องกันผมร่วงได้เป็นอย่างดี การรับประทานกล้วยในปริมาณที่เพียงพอ ( 2 ลูกต่อวัน) จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะตลอดไป 

  • “ธัญญาหาร” ลดความมัน

การรับประทานธัญญาหาร (มีขายตามร้านเพื่อสุขภาพ) ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน B2 เป็นประจำทุกเช้า จะช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากเกินไป ซึ่งการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของการมีเส้นผมบางและมัน 

  • หยุดการหลุดลอกของผิวหนัง ด้วย “ปลาแซลมอน”

รับประทานปลาแซลมอนย่างเกลือ หรือรมควัน อาหารทะเล รวมถึงสลัดผักสด จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง หรือหลุดลอกเป็นขุย

  • ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก ด้วย “มะม่วง”

มะม่วง อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

  • ชะลอผมหงอก “ถั่วลิสง” ช่วยได้ 

รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร ถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

  • ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี ต้องทาน “ฝรั่ง”

การทานฝรั่งทั้งลูก หรือแม้แต่น้ำฝรั่ง ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีนั้น จะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง แต่หากใครไม่ชอบฝรั่ง การรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

  • “อะโวคาโด” กับการปกป้องใบหน้าจากมลพิษ

วิตามิน B ในอะโวคาโดนั้น จะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดภูมิต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากมลภาวะที่เป็นพิษที่มากับอากาศอีกด้วย

ได้วิธีที่ช่วยชะลอความชรา คืนความอ่อนเยาว์ให้กับตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กันดูนะคะ ขอให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ สวยใส อยู่กับทุกคนตลอดไปค่ะ 🙂 
 

เครดิตภาพ จาก internet


  

 

Advertisements

“ตับหมูผัดดอกกุ้ยช่าย” เมนูรักษาอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด

          หลายคนอาจจะประสบปัญหาเลือดกำเดาไหลแต่ก็ไม่ทราบสาเหตุว่ามาเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งการไหลของเลือดกำเดาไหลนี้ ยัง ไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากหลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก หรือผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดแข็ง จึงมี โอกาสเลือดกำเดาไหลได้ง่าย

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหล   

  • เส้นเลือดฝอยเล็กๆ อาจเกิดการฉีกขาดทำให้เกิดอาการเลือดกำเดาไหลได้ 
  •  เกิดการกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชน หกล้ม การช้ำหรือการแคะแกะจมูกในเด็กเล็กๆ 
  • ร่างกายขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เลือดกำเดาออกง่ายได้
  • อาการป่วยจากระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ไซนัสอักเสบ ที่ต้องรักษาตามอาการ
  • ถ้าเลือดกำเดาไหล พร้อมกับมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำๆ ตามตัว ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคเลือด เช่น ลูคี เมีย

“ในสมัยเด็ก Chef Mon ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องประสบกับอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด เป็นหนักมาก ถึงขนาดต้องเข้าโรงหมอเลยทีเดียว ลองรักษาหลากหลายวิธีแต่ก็ยังไม่เป็นผล จนได้มาลองรักษาด้วยเมนูอาหารสูตรนี้ อาการเลือดกำเดาไหลก้ค่อยๆดีขึ้น จนหายเลยค่ะ ” 


“ตับหมูผัดดอกกุ้ยช่าย”

  
เครดิตภาพจาก Internet 


เครื่องปรุง : 

ตับหมู 

กุ้ยช่าย

กระเทียม

ซีอิ๊วขาวสูตร 1 ตราง่วนเชียง

น้ำมันหอย ตราง่วนเชียง

น้ำตาลทราย 

พริกไทย

วิธีทำ 

  1. นำตับหมูมาหั่นเป็นชิ้น ล้างให้สะอาด (จนกว่าน้ำจะใส ไม่มีสีเลือด) 
  2. นำตับหมูที่ล้างสะอาดดีแล้ว ไปแช่ในนมสดประมาณ 4-5 ชม. เพื่อให้ตับหมูนุ่ม 
  3. ต้มน้ำผสมเกลือเล็กน้อยให้เดือด นำตับหมูที่หมักนมสดแล้ว ไปสะดุ้งในน้ำร้อน ยกขึ้น พักไว้ 
  4. ตั้งกระทะไฟแรง ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับ ตามด้วย ตับหมู ปรุงรสชาติตามชอบ ใส่ดอกกุ้ยช่าย ผัดอย่างรวดเร็วให้เข้ากัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ 

  

    “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

    “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

      
    ทุกวันนี้ เรา “รักตัวเอง” เป็นหรือเปล่า

    คนที่ “รักตัวเอง” เป็น

    1. มีความหวังดีต่อตนเอง พยายามพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น ดีขึ้น ไม่ทำตัวในทางเสื่อมเสีย

    2. มีความยับยั้งชั่งใจ ไม่ประพฤติสิ่งผิด ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน

    3. รู้จักการปล่อยวาง คือยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราทำดีสุด

    ความสามารถแล้ว

    4. ให้อภัยตนเองได้ เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดในครั้งต่อไป

    การรักตัวเอง ไม่ใช่การปรนเปรอตัวเองด้วยการเสพวัตถุ ไม่ใช่การช่วงชิงทรัพยากรจากคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตน

    การรักตัวเอง เป็นการพัฒนาคุณค่าจากภายใน มองดูตัวเองแล้วชื่นใจ พูดจายกย่องตัวเองได้ เพราะเห็นว่าตัวเราเองมี “ดีและเก่ง” อะไรบ้าง

    ที่สำคัญต้องก่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ความนับถือและความศรัทธาจึงจะตามมา ท่านพุทธทาสใช้คำว่า “ยกมือไหว้ตัวเองได้”
    คำว่า “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    1. คนรักตัวเองรู้มาก แต่พูดน้อยเท่าที่จำเป็น

    คนหลงตัวเองรู้น้อย แต่ชอบคุยโม้โอ้อวดเพื่อกลบเกลื่อนความไร้สามารถ

    ในเรื่องอื่นๆ

    2. คนรักตัวเองเห็นความดี และความสามารถทั้งของตัวเองและผู้อื่น พูดชื่นชมคนอื่นทั้งต่อหน้าลับหลัง

    คนหลงตัวเองชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น หยิบยกความผิดของคนอื่นมาบดบังความชั่วร้ายของตนเอง

    3. คนรักตัวเองเห็นความบกพร่องของตนเอง และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข

    คนหลงตัวเองมองข้ามความบกพร่องของตัวเอง แต่เชี่ยวชาญในการจับผิดเรื่องของคนอื่น

    4. คนรักตัวเองมีความเห็นอกเห็นใจคนที่ด้อยกว่า อยากช่วยเหลือ

    คนหลงตัวเองถนัดในการซ้ำเติมความผิดของผู้อื่น ชอบเอาปมด้อยคนอื่นมาล้อเลียน

    5. คนรักตัวเองมีมุทิตาจิต เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จก็ชื่นชมยินดี

    คนหลงตัวเองช่างอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้วตัวเองเจ็บปวด

    6. คนรักตัวเองอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น

    คนหลงตัวเองมักก้าวร้าว เย่อหยิง ยโสโอหัง พูดจาขวานผ่าซาก ไม่รักษาน้ำใจคน

    7. คนรักตัวเองอยากเรียนรู้จาก

    คนอื่นในเรื่องที่ตนเองยังไม่รู้ เปิดใจรับฟัง

    คนหลงตัวเองชอบทำตัวเหนือกว่าคนอื่น รับไม่ได้ว่าคนอื่นเก่งกว่าเราในบางเรื่อง

    8. คนรักตัวเองจะแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์

    คนหลงตัวเองมักใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

    9. คนรักตัวเองมีความเสียสละ คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

    คนหลงตัวเองเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาส

    10. คนรักตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขแก่ผู้ใกล้ชิด ได้ฟังมธุรสวาจาคนหลงตัวเอง เป็นมลพิษของคนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้มักอึดอัด รำคาญ ได้ยินแต่เรื่องร้ายๆ

    11. คนรักตัวเองมีรัศมีแห่งความเมตตา

    คนหลงตัวเองมีรังสีอำมหิต
    ไม่ควรรู้สึกด้อยเมื่อเจอคนเก่งกว่า ควรจะมองว่าคนเราเก่งคนละด้าน มีความสามารถแตกต่างหลากหลาย
    การรู้สึกว่าตัวเองแย่ เลยต้องคอยหา “ข้อลบ” ของคนอื่น เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” ไม่เคยมองเห็น “ข้อบกพร่อง” ของตนเองที่สุดแล้วก็ไม่มีการพัฒนา… มีแต่ปัญหาทะเลาะกัน เพราะการรักตัวเองไม่เป็นทั้งนั้น
    บทความจาก : นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล

      

    🍴 วิธีการทอดไข่เจียวให้ฟูกรอบ 

    🍴 วิธีการทอดไข่เจียวให้ฟูกรอบ  


      
    วิธีทำ
    1. ใส่น้ำมันให้ท่วมในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน   

    2. เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว หรี่ไฟลงให้เหลือไฟปานกลาง

    3. ตอกไข่ใส่ชาม ปรุงรสตามชอบ

    4. ตีไข่ให้ฟู เติมน้ำมะนาวเล็กน้อย (มะนาว 2-3 หยด ต่อ ไข่ไก่ 1 ฟอง) 

    5. เทไข่ลงในกระทะ วิธีการเท : ค่อยๆเทไข่จากที่สูง ให้มีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ 

    6. ทอดจนสีเหลืองทอง น่ารับประทาน