อาบน้ำตามแบบโบราณ เพื่อสุขภาพ

อาบน้ำตามแบบโบราณ – “สุขภาพดีผิวใส ไร้สิว … ลดไขมันตกค้างในลำไส้”

  
“เพิ่งกินข้าวเสร็จอย่าเพิ่งอาบน้ำ” 

อาหารจะไม่ย่อย … เพราะในขณะย่อยอาหารกระเพาะต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้น หากไปอาบน้ำ เลือดจะวิ่งมาที่ผิว ไม่ช่วยกระเพาะย่อยอาหารท้องก็จะอืด…สุดท้ายก็เน่าใน (เพราะการย่อยไม่สมบูรณ์ อาหารที่เหลือไปหมักหมมที่ลำไส้)

ดังนั้น เมื่อเริ่มกินอาหารแล้ว..อย่าเพิ่งอาบน้ำ

วิธีการอาบน้ำที่ดีแต่โบราณก็คือ

⏰ ตอนเช้าให้อาบน้ำเย็น .. .เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและควรอาบก่อนกินอาหารเช้าด้วย

⏰ ส่วนตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย หลับสบาย ความเครียดจากกิจกรรมระหว่างวันจะถูกระบายออกไปทางรูขุมขน ไม่เก็บกักไว้ในหัวใจ

 “หากความเครียด เก็บกักไว้ในหัวใจ” จะทำให้เป็นคนนอนหลับยาก ตื่นเช้ามาก็จะเพลีย นอนไม่อิ่ม

แต่ถ้าตอนเช้าหากไปอาบน้ำอุ่น ก็จะทำให้เลือดถูกดึงมาที่ผิวมาก และระบายออกทางรูขุมขนที่เปิด ทำให้เสียพลังงานแต่เช้า จะรู้สึกไม่สดชื่นแต่กลับผ่อนคลายไม่อยากทำอะไร ซึ่งจริงๆแล้วใน ตอนเช้าเป็นเวลาที่กระเพาะทำงานได้สูงสุด ย่อยอาหารได้สูงที่สุด ดังนั้นหากอาบน้ำอุ่นต่อไปเรื่อยๆ จะกินอาหารแล้วย่อยยาก ท้องอืด มีอาการเพลียหลังกินข้าว ต้องกินกาแฟ ตามลงไปจึงทำให้รู้สึกตื่นขึ้น

สุดท้ายก็ติดกาแฟอีกด้วย .. 

อาหารที่ย่อยไม่หมด จะเน่าที่ภายในลำไส้ ก่อให้เกิดสิวฝ้า เพราะของเสียต้องถูกระบายออกทางรูขุมขน

ดังนั้น อาบน้ำเย็นในยามเช้าแทน (ในอุณหภูมิที่ทนได้ ไม่จำเป็นต้องมาจากตู้เย็น แต่อาบแล้วรู้สึกเย็น) เพื่อจะช่วยให้รูขุมขนปิด

พลังชี่ถูกเก็บไว้ในกาย … 

พร้อมทำงานได้ตลอดทั้งวัน สังเกตได้เลยว่าจะรู้สึกมีกำลังมากขึ้น ไม่อ่อนเพลีย

—————————————————————

เทคนิคช่วยทำให้หน้าเด้ง

⏰ ในยามเช้าให้เอาน้ำเย็น(เจี๊ยบ)มาล้างหน้า (ในสมัยก่อน น้ำฝนในตุ่มก็เย็นชื่นใจแล้วค่ะ แต่ในเมืองจีน น้ำเย็นถึงใจเลย ส่วนยุคเรา แนะนำให้เอามาจากตู้เย็นเลยค่ะ)

เนื่องจากที่ใบหน้าเป็นเส้นลมปราณหยางทั้งหมด ลองเอาน้ำเย็นมาล้างดู จะรู้สึกอุ่นและสดชื่น เลือดมาเลี้ยงเยอะขึ้น ผิวหน้าจะไม่หย่อนยานง่าย บางคนจะเกิดปรากฎการณ์ “อมชมพู” โดยมิได้คาดหมาย ดวงตาจะสดใส เปล่งประกาย

ร้อนให้ถูกเวลา…
เย็นให้ถูกเวลา…

Credit : คันฉ่องสุขภาพ 

“รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

“รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” 

  
ทุกวันนี้ เรา “รักตัวเอง” เป็นหรือเปล่า

คนที่ “รักตัวเอง” เป็น

1. มีความหวังดีต่อตนเอง พยายามพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น ดีขึ้น ไม่ทำตัวในทางเสื่อมเสีย

2. มีความยับยั้งชั่งใจ ไม่ประพฤติสิ่งผิด ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน

3. รู้จักการปล่อยวาง คือยอมรับผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราทำดีสุด

ความสามารถแล้ว

4. ให้อภัยตนเองได้ เมื่อดำเนินชีวิตผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดในครั้งต่อไป

การรักตัวเอง ไม่ใช่การปรนเปรอตัวเองด้วยการเสพวัตถุ ไม่ใช่การช่วงชิงทรัพยากรจากคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตน

การรักตัวเอง เป็นการพัฒนาคุณค่าจากภายใน มองดูตัวเองแล้วชื่นใจ พูดจายกย่องตัวเองได้ เพราะเห็นว่าตัวเราเองมี “ดีและเก่ง” อะไรบ้าง

ที่สำคัญต้องก่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ความนับถือและความศรัทธาจึงจะตามมา ท่านพุทธทาสใช้คำว่า “ยกมือไหว้ตัวเองได้”
คำว่า “รักตัวเอง” กับ “หลงตัวเอง” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

1. คนรักตัวเองรู้มาก แต่พูดน้อยเท่าที่จำเป็น

คนหลงตัวเองรู้น้อย แต่ชอบคุยโม้โอ้อวดเพื่อกลบเกลื่อนความไร้สามารถ

ในเรื่องอื่นๆ

2. คนรักตัวเองเห็นความดี และความสามารถทั้งของตัวเองและผู้อื่น พูดชื่นชมคนอื่นทั้งต่อหน้าลับหลัง

คนหลงตัวเองชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น หยิบยกความผิดของคนอื่นมาบดบังความชั่วร้ายของตนเอง

3. คนรักตัวเองเห็นความบกพร่องของตนเอง และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข

คนหลงตัวเองมองข้ามความบกพร่องของตัวเอง แต่เชี่ยวชาญในการจับผิดเรื่องของคนอื่น

4. คนรักตัวเองมีความเห็นอกเห็นใจคนที่ด้อยกว่า อยากช่วยเหลือ

คนหลงตัวเองถนัดในการซ้ำเติมความผิดของผู้อื่น ชอบเอาปมด้อยคนอื่นมาล้อเลียน

5. คนรักตัวเองมีมุทิตาจิต เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จก็ชื่นชมยินดี

คนหลงตัวเองช่างอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นได้ดีแล้วตัวเองเจ็บปวด

6. คนรักตัวเองอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น

คนหลงตัวเองมักก้าวร้าว เย่อหยิง ยโสโอหัง พูดจาขวานผ่าซาก ไม่รักษาน้ำใจคน

7. คนรักตัวเองอยากเรียนรู้จาก

คนอื่นในเรื่องที่ตนเองยังไม่รู้ เปิดใจรับฟัง

คนหลงตัวเองชอบทำตัวเหนือกว่าคนอื่น รับไม่ได้ว่าคนอื่นเก่งกว่าเราในบางเรื่อง

8. คนรักตัวเองจะแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์

คนหลงตัวเองมักใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

9. คนรักตัวเองมีความเสียสละ คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก

คนหลงตัวเองเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาส

10. คนรักตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขแก่ผู้ใกล้ชิด ได้ฟังมธุรสวาจาคนหลงตัวเอง เป็นมลพิษของคนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้มักอึดอัด รำคาญ ได้ยินแต่เรื่องร้ายๆ

11. คนรักตัวเองมีรัศมีแห่งความเมตตา

คนหลงตัวเองมีรังสีอำมหิต
ไม่ควรรู้สึกด้อยเมื่อเจอคนเก่งกว่า ควรจะมองว่าคนเราเก่งคนละด้าน มีความสามารถแตกต่างหลากหลาย
การรู้สึกว่าตัวเองแย่ เลยต้องคอยหา “ข้อลบ” ของคนอื่น เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” ไม่เคยมองเห็น “ข้อบกพร่อง” ของตนเองที่สุดแล้วก็ไม่มีการพัฒนา… มีแต่ปัญหาทะเลาะกัน เพราะการรักตัวเองไม่เป็นทั้งนั้น
บทความจาก : นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล